EPSON “True color”

โปรเจคเตอร์ที่มีสีสวย คมชัด สบายตา ด้วยภาพที่มีค่าความสว่างของแสงสี เสมือนจริงมากที่สุดรุ่นหนึ่ง ทำให้ผู้รับชมได้ชมคุณภาพของภาพที่ดีที่สุดเก็บทุกรายละเอียด เสมือนจริงมากที่สุด ผู้รับชมสามารถได้อย่างเพลิดเพลินตา

True Brightness ด้วยการให้ความสว่างของสีมากถึง 3 เท่า ทำให้ภาพที่ปรากฏออกมามีลักษณะเหมือนจริงมากที่สุด เพราะสามารถสร้างสีได้เสมือนจริงและมีความสว่างของภาพได้อย่างดีเยี่ยม

True Comfort เป็น projector ที่มีคุณภาพและมีประสิทธิภาพสีได้ดีมากที่สุด ทำให้ไม่มีแสงรุ้งมารบกวนสายตาของท่านผู้ชมแน่นอน

True Realism ให้แสงสีขาวสว่างเท่ากัน มีความสว่างสู้แสงจากภายนอกได้ดี เนื่องจากมีแหล่งกำเนิดแสงเลเซอร์สร้างสี RGB ที่สมดุลและกว้างขึ้นถึง 3 เท่า ทำให้ภาพมีชีวิตชีวา มีความเสมือนจริงมากยิ่งขึ้น

เห็นอย่างนี้แล้วสนใจอยากหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสินค้าในแต่ละรุ่นของ Epson Projector สามารถรับชมได้ที่ https://projectorpro.in.th/projector/epson.html

ติดตั้งโปรเจคเตอร์ Epson EB-U42 ที่ บริษัท โยชิโน มุ่งพัฒนา (ประเทศไทย) จำกัด

เอปสันโปรเจคเตอร์ EB-U42 ของที่ทุกองค์กรเค้ามีกัน สู้แสงได้สบาย ด้วยฟังก์ชันการใช้งานที่หลากหลาย พร้อมคุณสมบัติที่สมบูรณ์แบบสำหรับการนำเสนองาน

• ความละเอียด : 1920 x 1200 (WUXGA)
• ค่าความสว่าง (Brightness) : 3600 ANSI Lumens
• ค่าความคมชัด Contrast : 15000:1‎

ตัวเครื่องมาพร้อมกับฟังก์ชัน Wireless Mirroring Projection ที่ให้คุณเชื่อมต่ออุปกรณ์สมาร์ทโฟนได้โดยตรง ผ่าน Miracast ให้คุณรับชมภาพและเสียงระดับ Full HD แบบไร้สาย ได้อย่างดีเยี่ยม

ขอขอบคุณ บริษัท โยชิโน มุ่งพัฒนา (ประเทศไทย) จำกัด ที่สั่งซื้อเครื่องโปรเจคเตอร์ Epson EB-U42 จำนวน 2 เครื่อง พร้อมด้วยบริการติดตั้ง สุดเนี๊ยบ และยังเดินสาย HDMI ,VGA ไปที่ตู้ไฟ อย่างสวยงามเรียบร้อย ใช้งานได้สะดวก

ProjectorPRO ให้บริการด้านโปรเจคเตอร์อย่างครบวงจร หากท่านใดสนใจจะติดตั้งโปรเจคเตอร์ด้วยทีมงาน ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านภาพและเสียง ที่มีประสบการณ์กว่า 10 ปี 

สามารถติดต่อ ขอรับบริการได้ทุกช่องทางการติดต่อของเรา ไม่ว่าจะเป็นเบอร์โทรศัพท์ หรือจะเป็นการเดินเข้าไปพูดคุยกันที่หน้าร้านโปรเจคเตอร์โปรทุกสาขา ยินดีให้คำปรึกษาก่อนติดตั้ง

สนใจสั่งซื้อ Epson Projector ได้ที่ https://projectorpro.in.th/projector/epson.html

GYGAR เปิดมุมโชว์นวัตกรรมอัจฉริยะ Interactive Flat Panel พร้อมสาธิตและทดลองสินค้า

“GYGAR” เปิดมุมโชว์นวัตกรรมอัจฉริยะ Interactive Flat Panel พร้อมสาธิตและทดลองสินค้า สร้างความมั่นใจให้แก่ลูกค้า

บริษัท สยามเทค แอนด์ ดีเวลล็อป จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์สินค้าภายใต้แบรนด์ GYGAR (ไกก้า) โดย คุณณัฐพล สงวนศิริ Director of Product Marketing จับมือพันธมิตรทางธุรกิจ ดร.จักรพันธ์ งามสุขเลิศกุล กรรมการผู้จัดการ ร้าน ProjectorPRO เพื่อเปิดจุดโชว์สินค้าและจำหน่าย ผลิตภัณฑ์ GYGAR Interactive Flat Panel พร้อมแนะนำการสาธิตและทดลองสินค้า สร้างความมั่นใจให้แก่ลูกค้ากลุ่มผู้ใช้งานก่อนตัดสินใจซื้อ ณ ศูนย์การค้าพันธ์ทิพย์ ประตูน้ำ แหล่งรวมสินค้าเทคโนโลยี ด้านไอที และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ สุดไฮเทคล้ำสมัย

ดร.จักรพันธ์ งามสุขเลิศกุล Managing Director กล่าวว่า ProjectorPRO เป็นผู้จัดจำหน่ายสินค้าโปรเจคเตอร์ครบวงจร รวมถึงอุปกรณ์ไอทีและอิเล็กทรอนิกส์ ที่ได้รับการยอมรับอันดับต้นๆ ด้านบริการและมาตรฐานการติดตั้งอย่างมืออาชีพ ซึ่งมีสาขารวมทั้งสิ้น 3 สาขา ได้แก่ สาขาพันธ์ทิพย์ ประตูน้ำ, ฟอร์จูนทาวน์ และเซียร์ รังสิต มีความยินดีที่บริษัท สยามเทค แอนด์ ดีเวลล็อป จำกัด ให้ความไว้วางใจในการนำผลิตภัณฑ์ GYGAR Interactive Flat Panel นวัตกรรมและเทคโนโลยีอัจฉริยะ ร่วมวางจำหน่ายภายในร้าน ProjectorPRO เพื่อตอบสนองกับความต้องการของตลาด และเข้าถึงกลุ่มลูกค้าองค์กร ทั้งภาคธุรกิจ และการศึกษา ได้มากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้เรามั่นใจว่าการตั้งจุดโชว์สินค้า GYGAR Interactive Flat Panel พร้อมให้คำแนะนำ สาธิตวิธีการใช้งาน โดยเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงให้ลูกค้าได้สัมผัสและการทดลองใช้งานด้วยตัวเอง จะสามารถสร้างความมั่นใจให้แก่ลูกค้าว่าจะได้รับสินค้าที่มีประสิทธิภาพและประโยชน์สูงสุดในการใช้งานไม่ว่าจะเป็นห้องประชุมตั้งแต่ขนาดเล็ก ไปจนถึงขนาดใหญ่ หรือห้องเรียนยุค 4.0 ได้เป็นอย่างดีแน่นอน

ที่สำคัญกลุ่มผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ GYGAR ยังเป็นสินค้าของคนไทยที่สามารถตอบสนองกับความต้องการและมีคุณภาพเทียบเท่ากับแบรนด์ชั้นนำ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพขององค์กรและลดค่าใช้จ่ายเมื่อเทียบกับเทคโนโลยีแบบเดิมอีกด้วย

สนใจสั่งซื้อ Gygar Interactive ได้ที่ https://projectorpro.in.th/interactive-board/gygar.html

วิธีการใช้งานการเชื่อมต่อ Wi-Fi โปรเจคเตอร์ Viewsonic X10-4K

สวัสดีครับ วันนี้กระผมนาย TOFU จะมาแนะนำ วิธีการใช้งานการเชื่อมต่อ Wi-Fi ของเจ้าตัวโปรเจคเตอร์ Viewsonic X10-4K เพื่อให้เราสามารถใช้งานเปิดคอนเทนต์วิดีโอผ่าน Youtube, เปิดเข้าเว็ป Internet แบบไร้สาย, เปิด Netflix ผ่านแอพพลิเคชั่นภายในเครื่อง จะได้ไม่ต้องมายุ่งกับสาย LAN ที่คอยเกะกะเราในเวลาที่ใช้งาน พกพาไปนอกสถานที่ และทำให้เราสะดวกต่อการใช้งานด้วยครับ

โดยวิธีการเชื่อมต่อ Wi-FI ของตัวเครื่องโปรเจคเตอร์ Viewsonic X10-4K นั่นก็ทำได้ไม่ยาก มีเพียง 4 ขั้นตอนเพื่อเปิดการใช้งานเท่านั้นเองงั้นเราไปดูกันเลยดีกว่าครับ

1. เสียบ Wi-Fi Dongle ที่แถมมาให้ในกล่อง เข้ากับช่อง Wi-Fi Dongle ที่ด้านหลังตัวเครื่องโปรเจคเตอร์ Viewsonic X10-4K

2.เข้าที่เมนู Home > Setting > Network Settings > Wi-Fi ตามนี้เสร็จแล้ว กดปุ่มเลื่อนซ้าย หรือ ขวา ที่รีโมทคอนโทรล เพื่อเปิดให้เป็นการใช้งานให้เป็น ON

3.เชื่อมต่ออุปกรณ์เข้ากับ Wi-Fi ที่บ้าน, ที่ทำงาน หรือ ฮอตสปอตมือถือที่เราต้องการจะใช้งาน

4. ใส่รหัสผ่านที่ถูกต้อง เสร็จแล้วกด Connect เป็นอันเสร็จเรียบร้อย
*ในส่วนนี้ถ้าหากเรามีการ “บันทึก” เครือข่ายนั้นไว้ เมื่อเครื่องโปรเจคเตอร์อยู่ในบริเวณใกล้เคียงและเปิด Wi-Fi อยู่ อุปกรณ์ก็จะเชื่อมต่อให้โดยอัตโนมัติครับ

จบไปแล้วครับสำหรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi ของโปรเจคเตอร์ Viewsonic X10-4K สำหรับครั้งหน้าผม TOFU จะไปซนโปรเจคเตอร์ตัวไหนอีก หรือว่า ยังอยู่กับเจ้า X10-4K ตัวนี้อยู่ โปรดติดตามกันด้วยนะครับ สำหรับวันนี้ผมต้องขอตัวลาไปก่อนสวัสดีครับ

by TOFU

สนใจสั่งซื้อ Projector Viewsonic X10-4K ได้ที่ https://projectorpro.in.th/projector/viewsonic/viewsonic-x10-4k.html

ความละเอียด Resolution และ อัตราสัดส่วนภาพคืออะไร?

Resolution คือ ความละเอียดของภาพ โดยจะเป็นตัวเลขสองจำนวนคูณกัน โดยเป็นจำนวน Pixel ต่อขนาดของจอ โดยจำนวนแรกจะเป็น ขนาดของ แนวกว้างของภาพที่ฉายและ เลขจำนวนหลังเป็น ขนาดแนวสูงของภาพที่ฉาย
อัตราส่วนของภาพ (Aspect Ratio) คือ อัตราส่วนระหว่างแนวกว้างของภาพต่อแนวสูงของภาพ

เรามักจะพบความละเอียดของโปรเจคเตอร์อธิบายกับทั้งตัวเลขและตัวย่อความละเอียดที่สูงขึ้นหมายถึงภาพละเอียดมากขึ้นซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นขนาดของภาพฉายที่ได้ แบ่งเป็นระดับดังนี้
SVGA (800 x 600) : ความละเอียดดีปานกลางราคาไม่แพงและคุณภาพสมราคา เหมาะกับการนำเสนอ Presentation รูปภาพ วิดีโอ
XGA (1024 x 768) : นี่คือความละเอียดที่เหมาะสำหรับการนำเสนอ Presentation รูปภาพ
WXGA (1280 x 800) : ความละเอียด XGA ในรูปแบบ Widescreen เหมาะสำหรับการนำเสนอภาพ ตัวเลข ตัวอักษร
Full HD (1920 x 1080) : ความละเอียดนี้สำหรับคอหนังที่ต้องการภาพคมชัดดูหนังได้อย่างสะใจ เป็นความละเอียดในด้านการฉายภาพยนต์ จะเป็น Resolution ที่มีเฉพาะใน Series Home Theater
WUXGA (1920 x 1200) : ความละเอียดนี้สำหรับคอหนังเช่นเดียวกันกับ Full HD แต่เป็นอัตราส่วน Scale (16:10) เหมาะสำหรับการนำเสนอภาพที่มีรายละเอียดยิบย่อยต่างๆ เยอะ อย่างเช่น ความคมชัดของตัวอักษร, ตัวเลข, กราฟ, งานเส้น, แบบแปลน 
UHD (4K) (3840 x 2160) : ความละเอียดนี้คมชัดพิเศษสุดๆ ที่หลายๆคนเรียกกันว่าคมชัดระดับ 4K เหมาะสำหรับการรับชมภาพยนต์ ภายในบ้าน ภาพนั้นมีความคมชัดละเอียด ดูสมจริง *อย่างไรก็ตาม ในทางเทคนิคแล้ว คำว่า 4K จริง ๆ แล้วหมายถึงมาตรฐานการถ่ายทำภาพยนตร์ที่มีความละเอียด 4,096 x 2,160 พิกเซล (ซึ่งมากกว่า UHD ที่กล่าวไปข้างต้นเล็กน้อย) แต่ในด้านการโฆษณา แบรนด์ต่าง ๆ ก็มักจะใช้คำว่า 4K กับ UHD แทนกัน ดังนั้นคำว่า 4K หรือ UHD (Ultra High definition) ก็มีความหมายไม่แตกต่างกันแต่อย่างใดค่ะ

นอกจากนี้แล้ว โปรเจคเตอร์ 4K บางรุ่น ก็จะมีระบบ Upscale ที่ช่วยยกระดับความคมชัดและรายละเอียดของภาพในระดับ Full HD ปกติ ให้ขึ้นมาอยู่ในระดับระดับที่ใกล้เคียงกับ 4K ได้ โดยการปรับรายละเอียดและความคมชัด รวมถึงทำการลบ Noise ในภาพให้อัตโนมัติ ภาพที่ได้จึงออกมาใกล้เคียงกับความละเอียดแบบ 4K แม้ว่าต้นฉบับจะเป็นความละเอียดระดับ Full HD ก็ตาม

by TOFU

หลังจากที่ทราบรายละเอียดกันแล้วสนใจสั่งซื้อโปรเจคเตอร์ได้ที่ https://projectorpro.in.th

Laser Projector คืออะไร?? วันนี้เรามีคำตอบ

LaserProjector หมายถึง เครื่องฉายโปรเจคเตอร์ให้แหล่งการจ่ายไฟจากเลเซอร์ แทนการใช้หลอดฉายแบบธรรมดา โดยมีหลัการ ลักษณะการทำงานดังนี้ครับ

Laser/Phosphor (LCD/LCoS) : ถูกใช้ใน LCD/LCoS projectorโดยอาศัย Laser/Phosphor light system เป็นตัวสร้างความสว่างที่มีโครงสร้างการทำงานคล้ายกับแบบที่ใช้กับ DLP projector นั่นเอง แต่แทนที่จะให้แสงเลเซอร์ยิงสะท้อนชิป DMD+color wheel ก็เปลี่ยนมาเป็นทะลุผ่านชิป LCD หรือสะท้อนผ่านชิป LCoS ที่แยก 3 แม่สีคือน้ำเงิน–เขียว และแดง

นอกจากนั้น ผู้ผลิตโปรเจคเตอร์บางยี่ห้ออย่างเช่น Epson ซึ่งใช้เทคนิคLaser/Phosphor ร่วมกับ LCoS ก็ได้มีการออกแบบเทคนิคพิเศษของตัวเองเพิ่มเติมเข้าไป นั่นคือ เพิ่มเติมลำแสงเลเซอร์สีน้ำเงินขึ้นมาเป็น 2ลำแสง แล้วบังคับให้ลำแสงหนึ่งวิ่งผ่านระบบ light engine โดยไม่ถูกเปลี่ยนแปลงใดๆ ในขณะที่อีกลำแสงถูกบังคับให้ผ่านวงล้อฟอสเฟอร์สีเหลือง ซึ่งแยกลำแสงเลเซอร์สีน้ำเงินออกเป็นสีแดงและสีเขียว ไปรวมกับลำแสงสีน้ำเงิน กลายเป็นแม่สีน้ำเงิน, เขียว และแดง ก่อนจะไปวิ่งผ่านระบบlight engine ส่วนที่เหลือและทะลุออกไปเป็นภาพบนจอ

ข้อดีของ เลเซอร์ โปรเจคเตอร์ ก็คือ อายุการทำงานของ Solid Light Sources ที่ทำหน้าที่ ส่องสว่าง มีช่วงอายุการใช้งานของโปรเจคเตอร์ยาวนานกว่าโปรเจคเตอร์แบบหลอดดั่งเดิม บางรุ่นอาจจะมีอายุถึง 30,000 ชั่วโมง (โดยเฉลี่ยขึ้นไป) และ การดร๊อปหรือแสงสว่างที่ลดลง จะเป็นไปอย่างช้าๆ (ซึ่งเมื่อเทียบกับหลอดฉายแบบดั่งเดิม), ลดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา, แสงที่สม่ำเสมอ, อายุการใช้งานยาวขึ้น, สีสรรคงที่, การใช้งานแบบต่อเนื่อง ได้ตลอด, สามารถลดความสว่างลงได้, ความสม่ำเสมอของความสว่าง บนจอ ดีขึ้น (Better brightness uniformity), มีรายละเอียด ความคมชัด และ โทนสี ที่ดีและกว้างขึ้น, ลดการใช้พลังงานและลดการปล่อยความร้อน, ปราศจากสารปรอท

โดยในปัจจุบันเทคโนโลยี Laser นี้ ก็เริ่มมีมากมายหลายยี่ห้อ เช่น Acer, BenQ, Epson, BenQ, Viewsonic, Sony, Panasonic ฯลฯ ซึ่งถ้าเทียบกับเมื่อประมาณ 5 ปีที่แล้ว เทคโนโลยี ระบบ Laser จะมีอยู่ในเฉพาะ รุ่นที่ระดับสูงๆ เท่านั้นครับ

สนใจสั่งซื้อ Laser Projector จากแบรนด์ต่างๆได้ที่ https://projectorpro.in.th

Review Projector Viewsonic X10-4K

สวัสดีครับ กลับมาพบกับรีวิวโปรเจคเตอร์ดีๆกันทุกวันศุกร์ อีกเช่นเคยนะครับ เมื่อประมาณ อาทิตย์ที่แล้ว กระผมนาย Tofu ได้มีโอกาสเข้าไปลองสัมผัสกับ Smart LED Projector 4K UHD ตัวแรง พร้อมกับคุณตูน ถึงที่บริษัทวิวโซนิค คอร์ปอเรชั่น จำกัด ซึ่งโปรเจคเตอร์ที่ผมได้ไปสัมผัสนั้น มีชื่อรุ่นว่า Projector Viewsonic X10-4K UHD ครับ ซึ่งเจ้ารุ่นนี้มาพร้อมกับสเปคที่จัดหนักจัดเต็ม แบบไม่มีกั๊ก พร้อมฟังก์ชั่นสตรีมมิ่งอัจฉริยะ และมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Android ที่มีความยืดหยุ่นในการใช้งานมากที่สุด บวกกับยังเสริมความแกร่งคุณภาพเสียงด้วย ลำโพงคู่ Harman Kardon มาให้ในตัวอีกด้วยครับ หลายคนๆตื่นเต้นแล้วใช่มั้ยครับ ว่ามันจะโหดส…ด รัสเซีย ไนจีเรีย ตุรกี ขนาดไหน งั้นอย่ารอช้า รีบเลื่อนไปอ่านกันต่อเลยดีกว่าครับ

Quick

Native Resolution: 3840×2160 4K-UHD
ค่าความสว่าง Brightness (LED Lumens): 2400 LED Lumens
อัตราความคมชัด (Contrast Ratio): 3000000:1
Display Colour: 1.07 Billion Colours
Light Source Type: LED
Light Source Life (Normal): up to 30000
Lamp Watt: RGBB LED
Lens: F=1.8, f=8.5mm
Projection Offset: 100%+/-5%
Throw Ratio: 0.8
Image Size: 30″ – 200″
Throw Distance: 0.5-3.5m (100″@1.77m)
Keystone: +/- 40° (Vertical)
Optical Zoom: Fixed
Audible Noise (Normal): 30dB
Audible Noise (Eco): 26dB
Local Storage: Total 16GB (12GB available storage)
Input Lag: TBD
Resolution Support: VGA(640 x 480) to 4K(3840 x 2160)

ขอขอบคุณทางร้าน ProjectorPRO ที่ส่งผมได้ไปลองเล่นเจ้า Viewsonic X10 4K UHD ตัวนี้มากๆด้วยนะครับ หน้าตากล่องก็จะมีสีขาวเรียบหรู มีรูปสินค้าอยู่ชัดเจน ส่วนด้านหลังกล่องก็จะมีสเปค รายละเอียดต่างๆบอกอยู่

เปิดกล่องมาก็จะพบอุปกรณ์ที่ถูกเก็บแยกไว้อย่างดี และ จุดเด่นอย่างนึงที่ผมชอบมากที่สุด นั่นก็คือ Viewsonic X10-4k ตัวนี้เค้าแถม Wifi Dongle มาให้พร้อมเลย ครับท่านผู้ชม ไม่ต้องซื้อเพิ่มแล้ว ฮ่าๆๆ

What’s in the Box

อุปกรณ์ที่แถมมาในกล่อง นอกเหนือจาก ตัวเครื่องโปรเจคเตอร์ Viewsonic X10-4K ก็จะมีจำพวกสาย Power Cord 1เส้น, สาย HDMI 1 เส้น, รีโมทคอนโทรล 1 อัน, คู่มือ Quick Start Guide 1 แผ่น, Wi-Fi Dongle,ถ่านแบตเตอรี่ ขนาด 3 A มาให้ 2 ก้อน, สาย USB-C Cable ความยาว 1 เมตร มาให้อีก 1 เส้นครับ

เปิดมาผ่างเลยก็จะเจอกับเจ้า Viewsonic X10-4K ผู้นี้…ผู้เดียว (ทำเสียงเหมือนทีวีแชมเปี้ยน) ขนาดกำลังพอดี ไม่เล็กจนเกินไป หรือไม่ใหญ่จนเทอะทะ ผมเลยให้คุณตูน เอามือมาวางเทียบขนาดตัวเครื่องดูครับ มีขนาด Dimention (ความกว้าง x ความยาว x ความสูง)เพียง 26.1 x 27.1 x 16.6 cm มีน้ำหนักเพียง 6.5 กก.

Design

โดยตัวเครื่อง Viewsonic X10-4K จะมีลักษณะเป็นทรง สี่เหลี่ยมโค้งมน สวยงามดีทีเดียว โดยตำแหน่งเลนส์ฉายภาพจะอยู่กึ่งกลางของตัวเครื่อง ช่วยให้การจัดวางตำแหน่งตัวเครื่องนั้นง่ายมาก ด้านหน้านอกจากเลนส์ฉายโปรเจ็คเตอร์จะมีเซนเซอร์ตรวจวัดระยะและ เซนเซอร์ Eye Protection สำหรับทำหน้าที่ปิด/เปิดหลอดโปรเจ็คเตอร์ทันที หากตรวจพบว่าวัตถุหรือคนอยู่ใกล้กับเลนส์มากเกินไป พร้อมทั้งกระจกปิดหน้าเลนส์คุณภาพสูง (High Quality Glass) เพื่อให้แน่ใจว่าคุณภาพของภาพออกมาได้เต็มประสิทธภาพ ไม่ถูกลดทอนลง และเพื่อให้ผู้ใช้สามารถใช้งานเครื่องได้รวดเร็วทันที ด้วยเซ็นเซอร์ IR & Auto Focus Camera ที่ฝังอยู่ข้างๆกับเลนส์ฉาย เพื่อเข้าใช้ตัวเครื่องได้อย่างสะดวก และแม่นยำ แถมยังโฟกัสให้อย่างอัตโนมัติ อีกด้วยครับ

Viewsonic X10-4K เป็นโปรเจคเตอร์ ที่มีดีไซน์สวยหรู ดูพรีเมี่ยมสุดๆ จนใครหลายๆคนที่ได้ลองจับ ได้สัมผัสก็อยากได้กันเลยทีเดียว โดยบอดี้ของตัวเครื่อง Viewsonic X10-4K ทั้ง 4 ด้าน นั้นเป็นแบบ Sleek metal (พื้นผิวโลหะมันวาว) และด้านหลังกับด้ามจับจะเป็น Elegant leather cover ที่ช่วยเพิ่มความพรีเมี่ยมให้กับตัวเครื่องได้อย่างลงตัว 

มาพูดถึงในด้านของระยะฉายของ Viewsonic X10-4K กันบ้างดีกว่าครับ ด้วยความที่ โปรเจคเตอร์รุ่นนี้ออกแบบเลนส์ฉายให้เป็น Short Throw ซึ่งมีข้อได้เปรียบกว่ามากกว่าโปรเจคเตอร์ที่ใช้เลนส์ทั่วไปๆ เพราะมีระยะฉายที่สั้นมากๆ ตั้งวางเครื่องเพียง 1.77 เมตรเท่านั้น ก็จะได้ภาพขนาดใหญ่ถึง 100” แล้ว ซึ้งถ้าเป็นโปรเจคเตอร์โดยทั่วไป การที่จะต้องการภาพขนาดใหญ่ถึง 100” เราต้องตั้งวางเครื่องห่างจากจอรับภาพ เกือบๆ 3-4 เมตรกว่าๆ เลยครับ

เขยิบลงมาบริเวณด้านใต้ของตัวเครื่องจะมี ขาตั้งแบบพับได้ที่สามารถปรับได้ 2 ระดับ

มาดูด้านซ้ายและด้านขวาของตัวเครื่องกัน ก็จะเจอกับช่องระบายความร้อนที่ออกแบบฝาครอบมาในสไตล์แบบตะแกรงเหล็ก (Mesh) แบ่งช่องออกเป็น สองส่วน โดยจะเห็นพัดลมขนาดใหญ่แบบ สามแกน ที่ช่วยให้การไหลเวียนของอากาศและการกระจายความร้อนได้ดีเยี่ยมกว่าแบบปกติทั่วไปๆ ส่วนที่สอง ก็จะเป็นลำโพง Harman Kardon ขนาด 8W Cube ข้างละ 1 ตัวครับ

Viewsonic X10-4K มาในรูปลักษณ์ที่สวยงาม ฉีกทุกกฎของรูปลักษณ์แบบเดิมๆและยังได้รับรางวัลการออกแบบดีไซน์จาก iF Design Award อีกด้วยครับ

ทางด้านปุ่มคอนโทรล บนตัวเครื่อง Viewsonic X10-4K นั่นจะมีปุ่มคอนโทรลเพียงปุ่มเดียวเท่านั้น อ่านไม่ผิดหรอกครับ มีเพียงปุ่มเดียวจริงๆ ซึ่งปุ่มคอนโทรลตัวนี้เอาไว้สำหรับ Power เปิด/ปิด, ตัวเครื่องหมุนเพื่อเพิ่มระดับความดังเบาของ Volume หรือจะใช่เป็นปุ่ม ตกลง ในหน้าของ Menu ก็สามารถทำได้ครับ

พลิกเครื่องมาด้านหลัง เราจะเห็นได้ว่ามีจุดยึดสกรู 3 จุด ที่สามารถตั้งวางเครื่อง เข้ากับขาแขวน (Projector Hanger)ไว้บนเพดานได้ครับ

มาดูทางด้านพอร์ตการเชื่อมต่อของเจ้า Viewsonic X10-4K นี้กันดีกว่า ว่าจะมีพอร์ตอะไรมาให้บ้าง หลังจากที่ลองเล่นดูก็ให้มาครบเลยนะครับ ไม่ว่าจะเป็นพอร์ต HDMI 2.0 /HDCP 2.2 มาให้ถึง 2 พอร์ต (โดยเวอร์ชั่น 2.2 จะเพิ่มเติมควบรวมไปถึงอุปกรณ์ที่ใช้รับชมคอนเทนต์ Ultra HD (หรือต่ำกว่า) ผ่านรูปแบบการสตรีมมิ่งทางอินเทอร์เน็ตด้วย) พร้อมพอร์ต USB Type-A จำนวน 2 พอร์ตมีทั้งเวอร์ชั่น 2.0 (5V/1.5A Out) และ 3.0(5V/2A Out) ที่จะช่วยทำให้เราสามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่างๆ ได้โดยตรง อีกทั้งยังมีช่องต่อหูฟัง INPUT/OUTPUT ขนาด 3.5 มิลลิเมตรนอกจากนั้นก็ยังมีพอร์ต Usb Type-C ไว้สำหรับเชื่อมต่อกับจอแสดงผลภายนอก ซึ่งจะทำให้เพื่อนๆสามารถดูหนังผ่านทางหน้าจอ Smart phone หรือทำการ Screen Mirroring หน้าจอขึ้นไปได้ครับ นอกจากนั้นก็ยังมีพอร์ต Micro SD Socket รองรับ (SDXC up to 64GB-FAT 32/NTFS) และยังมี Wi-FI Dongle Socket ที่เอาไว้สำหรับต่อเข้ากับตัว Dongle ที่แถมมาให้ครับ, S/PDI, LAN (RJ45) 

เชื่อมต่อผ่านระบบไร้สาย รองรับ iPhone, iPad และ Android อีกหนึ่งความสามารถที่เป็นไฮไลท์ของ Viewsonic X10-4K นี้คือการสามารถฉายภาพแบบไร้สายผ่านทาง Wi-Fi ได้ครับ สำหรับการใช้งานเริ่มจากเสียบอุปกรณ์เสริม ตัวรับสัญญาณ Wifi เข้าทางช่อง USB จากนั้นเข้าที่ icon “Screen mirroring” **กรณี Smart Phone ใช้ระบบ iOS (iPhone, iPad) เครื่องก็จะมองหาโปรเจคเตอร์โดยอัตโนมัติโดยจะใช้ชื่อว่า “ViewSonic PJ-XXXX” ส่วนใครที่ใช้ระบบ Android ก็สามารถโหลดแอพพลิเคชั่นที่ชื่อว่า Home (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)เสร็จแล้วเราก็แชร์ภาพขึ้นจอได้เลย โดยไม่ต้องเสียบสายแต่อย่างใด สะดวกมากๆ

นับว่าเป็นอะไรที่น่าประทับใจมากๆ ที่เราสามารถหิ้วเครื่องโปรเจคเตอร์ไปไหนมาไหนได้สะดวกสบาย เหมือนหิ้วกระติกน้ำแข็งเวลาไปเที่ยวต่างจังหวัดเลยครับ

รีโมทคอนโทรล ดีไซน์สวยงามพรีเมี่ยมสุดๆ สีของเจ้ารีโมทตัวนี้ก็มีสีเหมือนกันกับตัวเครื่องเลย ปุ่มฟังก์ชั่นลัด สัญลักษณ์ต่างๆ มีสีขาวมองเห็นชัดเจน หลังจากที่ได้สัมผัสรู้สึกว่า รีโมทคอนโมทนั้นขนาดกำลังดี จับถนัดมือ มาพร้อมปุ่นฟังก์ชั่นอย่างครบครัน อาทิปุ่ม Power, Source, Focus, Setting, Audio Mode, Bluetooth, วงล้อ Shuttle Wheel Left/ Right หมุนซ้าย/ขวา, OK, Return, Home, Volume Control

Feature

วิวโซนิคเพิ่มปัจจัยด้านความปลอดภัยของผู้ใช้งาน Viewsonic X10-4K โดยมีคุณสมบัติการปกป้องสายตา Eye Protecjtion ซึ่งเครื่องจะตัดไฟที่ส่งไปยังลำแสงฉายภาพโดยอัตโนมัติ หากตรวจพบว่าวัตถุหรือคนอยู่ใกล้กับเลนส์มากเกินไป โดยในส่วนนี้ สามารถปรับตั้งค่าได้ตั้ง 50ซม. ไปจนถึง 100ซม.

ฟังก์ชันการปรับตั้งค่า Auto Keystone ทำให้การรับภาพนั่นได้สัดส่วนการฉายที่สมบูรณ์ที่สุด เมื่อฉายภาพจากมุมที่ไม่ตรงกับจุดศูนย์กลางของฉาก ลดข้อจำกัดด้านพื้นที่ในการจัดวาง และระบบ Auto Focus ที่ช่วยให้ภาพนั่นมีความคมชัดเป๊ะให้อัตโนมัติ โดยที่เราไม่ต้องมานั่งกังวลเรื่องของการปรับโฟกัสให้เสียเวลา ซึ่งทั้ง 2 ระบบนี้จะถูกเปิดใช้งานอย่างทันที หลังจากที่เราเปิดเครื่องใช้งานแล้วครับ

Viewsonic X10-4K มาพร้อมกับการเชื่อมต่อลำโพง Bluetooth ที่ให้ผู้ใช้สามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์ Smart Phone, PC, Tablet แบบไร้สายสำหรับการฟังเพลงโดยที่ไม่ต้องเปิดภาพฉายได้ และในส่วนของวิธีการเชื่อมต่อ ก็สามารถกดปุ่ม Power และเลือกหัวข้อ Bluetooth หรือกด สัญลักษณ์ ที่รีโมทคอลโทรล ได้เลยครับ หากเชื่อมต่อสำเร็จ จะมีไฟ LED สีฟ้ากระพริบที่สัญลักษณ์ Bluetooth บนตัวเครื่องครับผม

Star your Engine!!

หลังจากที่เราเปิดเครื่องเข้าไปแล้ว เราก็จะพบกับหน้าตา home menu หลัก พร้อมการเชื่อมต่อ Wi-Fi ที่ผมได้ set up ไว้แล้วครับ ในส่วนของวิธีการเชื่อมต่อ Wi-Fi ของเจ้า Viewsonic X10-4K นั่น ผมจะทำไว้อีกบทความนึงนะครับ ^^

Viewsonic X10-4K มี Native Resolution อยู่ที่ 3840×2160 (4K-UHD) มีอัตราส่วนภาพ 16:9 (แต่ก็รองรับอัตรา 4:3 ด้วยนะ โดยจะปรับเปลี่ยนการแสดงผลโดยอัตโนมัติ) มีค่าความสว่าง 2400 LED Lumens ซึ่งถือว่ามีค่าความสว่างอยู่ในเกณฑ์ที่กำลังดีนะครับ เห็นตัวเลขน้อยๆ นี่ไม่ได้แปลว่าจะน้อยตาม เราต้องดูหน่วยวัดทางด้านหลังด้วยครับ และมีค่า Contrast Ratio ที่สูงมากก็คือ 3,000,000:1 จึงทำให้ภาพฉายที่ออกมานั้น ดูลึกและมีมิติที่สมจริง ดูเป็นธรรมชาติ มากๆ เลยครับ

**ภาพยกตัวอย่างโปรเจคเตอร์ หลอดฉาย 2200 ANSI Lumens กับ โปรเจคเตอร์ LED Projector 900 ANSI Lumens
โปรเจคเตอร์ LED 900 ANSI Lumen ลดลงจาก 1000 ANSI เป็น 900 ANSI เพื่อให้ตรงกับความสว่างโดยประมาณของโปรเจคเตอร์หลอดไฟ 2200 ANSI Lumen ในขณะที่ยังรักษาอัตราส่วนความสว่างเฉลี่ยที่รับรู้ค่าได้เท่ากับ 2.4 เท่าครับ

ด้วยคุณสมบัติ ที่รองรับระบบภาพ HDR 10 จึงทำให้สีของภาพมีความคมชัดมากยิ่งขึ้น โดยสังเกตุเห็นได้จากรายละเอียดความคมชัดในบริเวณที่มืดและสว่างกว่า และให้ขอบเขตการแสดงผลเฉดสี ได้มากถึง 1.07 Billion Colours

Viewsonic X10-4K นั้นมีเทคโนโลยีการแก้ไขเฟรมเลตของภาพ ซึ่งช่วยลดความเบลอของภาพเคลื่อนไหว และทำให้การแสดงอัตราเฟรมภาพเคลื่อนไหลนั้นมีความ สมูท นุ่มนวล ลื่นไหล มีความเสถียรภาพมากยิ่งขึ้น

สามารถตั้งค่าโหมดของภาพ Viewsonic X10-4K ได้ทั้งหมด 4 ด้วยกันโดยมี โหมดสว่างสูงสุด (Brightest) : สำหรับการฉายภาพในสภาพแวดล้อมที่มีแสงจ้าและโปรเจคเตอร์ต้องทำงานในระดับความสว่างสูงสุด, โหมด TV ยกระดับความเข้มของสีเขียวของสนามแข่งราวกับนั่งเชียร์กีฬาอยู่ในสนามจริง, โหมดเกม: อุณหภูมิสีที่ยกระดับความคมชัดในการเล่นเกมโดยเฉพาะ, โหมดภาพยนตร์:ยกระดับสีสันของภาพยนตร์ มอบประสบการณ์การรับชมราวกับรับชมในโรงภาพยนตร์ เป็นโหมดที่ดีที่สุดสำหรับสภาพแวดล้อมที่มีแสงน้อย หรือ มืดสนิท, User 1/User2 เป็นโหมดที่เราสามารถที่จะตั้งค่าได้อิสระในแบบของเราเอง เช่น เพิ่มค่าความสว่าง(สีขาว) มากขึ้น หรือ เพิ่มค่า Contrast ฯลฯ ที่เหมือนกับการตั้งค่าในทีวีเลยครับ

ภาพจาก ภาพยนต์เรื่อง Iron Man 2 ที่ความละเอียด Full HD ครับ รายละเอียด ดีเทลต่างๆ ของภาพทำได้น่าทึ่งจริงๆ

จุดเด่นอีกหนึ่งจุดที่พลาดไม่ได้เลย มีลำโพง Harman Kardon คู่ขนาด 8W และให้เสียงที่กว้าง…กังวาล…มีมิติ… ดูหนังฟังเพลงสนุก เสียงดนตรีมีชีวิตชีวา เหมือนนั่งฟังเพลงแสดงสดอยู่หน้าเวที ซึ่งพลังเสียงนั้นดังเดินคาด ไม่คิดว่าลำโพงโปรเจคเตอร์ตัวแค่นี้ จะสร้างเสียงได้ทรงพลัง ขนาดนี้เลยครับ

สามารถปรับแต่งคุณภาพเสียงอีควอไรเซอร์ ได้ตามที่เราต้องการ ได้ในโหมดภาพ Movie และ User อีกด้วยนะจ๊ะ

อย่างที่บอกไปแล้วความพิเศษอีกอย่างนึงของ Viewsonic X10-4K รุ่นนี้ คือมีระบบปฏิบัติการ Android ติดตัวมาให้ด้วย ซึ่งให้ความยืดหยุ่นในการใช้งานสูง มีแอพพลิเคชั่นที่เราคุ้นๆตา มาให้เลือกใช้มากมาย เช่น Netflix, Google Chrome ฯลฯ และสามารถที่จะเชื่อมต่อ Wi-FI เข้าอินเตอร์เน็ตได้เลยในตัว พร้อมทั้งโหลดแอพพลิชั่นของระบบ ปฎิบัติการ Android ต่างๆ ได้ด้วย

NETFLIX แอพพลิแคชั่น ดูภาพยนต์ ดูซีรีย์ ยอดฮิตของใครหลายๆคน ก็มีมาให้นะจ๊ะ

เราลองมารับชมภาพแบบภาพยนต์กันบ้างดีกว่าครับ ว่าจะแจ่มแมวแค่ไหน

ด้วยความที่แหล่งกำเนิดแสงของโปรเจคเตอร์ Viewsonic X10 รุ่นนี้ใช้เทคโนโลยีเป็นแบบ LED รุ่นล่าสุด ที่ปราศจากสารปรอท จึงทำให้มีอายุของหลอดฉายนานถึง 30,000 ชั่วโมง

หน้าต่างเมนูสำหรับการตั้งค่า Setting ต่างๆ ที่สามารถปรับได้หลากหลาย ทั้งการตั้งค่า Network Settings, Basic Settings, Firmware Upgrade, Advanced settings, information หรือแม้กระทั้งปรับตั้งค่า เวลา วันที่ 

สามารถปรับตั้งค่าได้หลากหลายมากๆเลยครับ เช่น การตั้งค่าของภาษา สามารถปรับตั้งค่าของภาษาได้ทั้งหมด 23 ภาษา อีกทั้งยังรองรับภาษาไทยด้วยนะครับ, การตั้งค่าการเปิด/ปิดระบบของ Auto Keystone และAuto Focus, ระบบ Auto Power OFF ที่เหมือนจะเป็นการปิดเครื่องให้อัตโนมัติ หากเราไม่ได้ใช้งานเครื่องนานถึง 20 นาที (สามารถตั้งค่าเวลาปิดเครื่องได้)

รองรับการเชื่อมต่อผ่าน Wi-Fi 5GHz ได้ โดยต้องใช้อุปกรณ์เสริมเชื่อมต่อผ่านช่อง USB ที่ทาง Viewsonic X10-4K เค้าแถมมาให้ พร้อมกับดาวโหลดแอพพลิเคชั่นผ่านการสแกน QR CODE (สำหรับระบบ Andrioid) หรือ สำหรับใครที่ใช้ระบบ iOS ก็สามารถเปิดฟังก์ชั่นนี้ได้ด้วยการ สไลด์ด้านล่างขึ้น แล้วเลือกที่ icon “Screen Mirroring” และเชื่อมต่อกับ “ViewSonic PJ-XXXX”

การเชื่อมต่อกับ Smart Phone ผ่านทางสาย USB TYPE-C ซึ่งปกติแล้วหลายคนคงจะทราบดีว่าการต่อโปรเจคเตอร์ใช้งานกับเครื่อง Smart Phone บางครั้งก็ค่อนข้างมีปัญหา ภาพไม่ขึ้นบ้าง หาสัญญาณไม่เจอบ้าง ซึ่งจากที่ทดลองใช้ก็สามารถใช้งานได้ปกติดี ค้นหาสัญญาณได้รวดเร็ว ทดลองใช้ดูคลิปผ่านทาง Youtube ก็ไม่มีอาการภาพกระตุกหรือ ดีเลย์ของภาพ แต่อย่างใดมาให้เห็น

นอกจากจะใช้สำหรับเปิด Youtube แล้ว ฟังก์ชั่นนี้ยังสามารถที่จะสะท้อนภาพหน้าจอ Smart Phone ขึ้นไปอีกด้วยครับ สำหรับใครที่จะใช้ฟังก์ชั่นนี้ ทางที่ดีก็อย่าลืมปิดไลน์ ปิดเฟสให้เรียบร้อยนะครับ เกิดสาวๆทักมาในขณะที่ประชุมอยู่ล่ะก็ ฮากันยกใหญ่เลยทีเดียว เดี๋ยวจะหาว่าผมไม่เตือน

สรุป

ข้อดี 
– ดีไซน์การออกแบบสวยงาม งานประกอบแน่นวัสดุดี แนวเรียบหรู
– มีน้ำหนักเพียง 6.5 กก. และมีหูหิ้ว ที่สามารถพกพาเคลื่อนย้าย ได้สะดวก
– สเปคสูงมาก ความละเอียดคมชัดระดับ 4K (3840×2160) ในราคาที่จับต้องได้
– รองรับการแสดงผลแบบ HDR10
– เป็นโปรเจคเตอร์ที่มีระบบปฏิบัติการ android ภายในตัว ที่ช่วยให้สตรีมมิ่งต่างๆ ทำได้อย่างง่ายดาย
– มีตัวช่วยเรื่องของภาพเคลื่อนไหว ทำให้การแสดงอัตราเฟรมภาพเคลื่อนไหลนั้นมีความ สมูท นุ่มนวล ลื่นไหล
– ระบบ Auto Focus และ Auto Keystone ที่ช่วยให้ภาพนั่นมีความคมชัด ให้อัตโนมัติ โดยที่เราไม่ต้องมานั่งกังวลเรื่องของการปรับมุมของภาพ และปรับโฟกัสให้เสียเวลา
– สามารถ Screen mirroring ส่งภาพจากมือถือ Smart Phone ขึ้นจอฉายได้เลยเพียงแค่โหลดแอพ 
– ลำโพง Harman Kardon คู่ ที่ให้เสียงที่ทรงพลัง 
– อายุหลอดภาพ LED รุ่นล่าสุด ที่มีความอึด ถึก ทน กว่า 30,000 ชั่วโมง

ข้อสังเกตุ
– รุ่นนี้ไม่สามารถ ซูมหรือขยายภาพฉายได้ แต่ว่ารุ่นนี้เป็นโปรเจคเตอร์แบบ short Throw ที่มีระยะฉายที่สั้น เลยไม่กังวลเรื่องของการซูมขยายภาพครับ
– ไม่มี 0% 24 เดือนครับ (หยอกๆ)

by TOFU

สนใจสั่งซื้อ Projector Viewsonic ได้ที่ https://projectorpro.in.th/projector/viewsonic.html

Promotion Laser Projector Epson-EB-L610U

เลเซอร์โปรเจคเตอร์ EB-L610U เลเซอร์โปรเจคเตอร์ประสิทธิภาพสูง ให้ความสว่างสูงถึง 6,000 lumens ระดับ WUXGA และการปรับตำแหน่งเลนส์ที่หลากหลาย

ในราคาที่เข้าถึงได้ เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานด้านการศึกษาและด้านธุรกิจได้อย่างดีเยี่ยม ให้ความสว่างของแสงสีและแสงสีขาวสูงถึง 6,000 lumens มีอัตราส่วนความคมชัดสูงถึง 2,500,000:1 รวมถึงสามารถเปลี่ยนเลนส์ได้ด้วยตัวเอง

นอกจากนี้โปรเจคเตอร์แบบไร้สายให้ความละเอียดระดับ WUXGA และรองรับ Full HD ด้วยเทคโนโลยีเลเซอร์ที่ทันสมัย สามารถใช้งานได้ยาวนานถึง 20,000 ชั่วโมง โดยไม่จำเป็นต้องบำรุงรักษาสำหรับการใช้งาน optical engine มาพร้อมระบบการเชื่อมต่อเครือข่ายแบบไร้สายที่มีความปลอดภัยระดับสูง และคุณสมบัติการติดตั้งที่ทันสมัย

เหลือ 230,000.- จากปกติ (239,000)

สนใจสั่งซื้อ เอปสันโปรเจคเตอร์ ได้ที่ https://projectorpro.in.th/projector/epson.html

ติดตั้งโปรเจคเตอร์ BenQ MX550 โรงเรียนนครนนท์วิทยา5

ขอขอบคุณโรงเรียนนครนนท์วิทยา5 จ.นนทบุรี ที่มอบโอกาสให้ทางร้านโปรเจคเตอร์ได้บริการติดตั้งโปรเจคเตอร์ในครั้งนี้ โดยโปรเจคเตอร์ที่ใช้ในงานติดตั้งครั้งนี้คือ Projector BenQ MX550 นั่นเอง

รายละเอียดของงานติดตั้งมีดังนี้ งานติดตั้งโปรเจคเตอร์ โปรเจคเตอร์ BENQ MX550 แขวนเครื่องที่ระยะ 4.20 เมตร ฉายลงบนจอรับภาพ iScreen wall Screen ขนาด 100″ (4:3) พร้อมด้วยบริการติดตั้ง สุดเนี๊ยบ เก็บงานเรียบร้อย โดยทีมงานมืออาชีพ

ProjectorPRO ให้บริการด้านโปรเจคเตอร์อย่างครบวงจร หากท่านใดสนใจจะติดตั้งโปรเจคเตอร์ด้วยทีมงาน ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านภาพและเสียง ที่มีประสบการณ์กว่า 10 ปี 

สามารถติดต่อ ขอรับบริการได้ทุกช่องทางการติดต่อของเรา ไม่ว่าจะเป็นเบอร์โทรศัพท์ หรือจะเป็นการเดินเข้าไปพูดคุยกันที่หน้าร้านโปรเจคเตอร์โปรทุกสาขา ยินดีให้คำปรึกษาก่อนติดตั้ง

สนใจสั่งซื้อ BenQ Projector ได้ที่ https://projectorpro.in.th/projector/benq.html

Review Visualizer Gygar GN-80

สวัสดีครับ กลับมาพบกับรีวิวโปรเจคเตอร์ดีๆกันทุกวันศุกร์ อีกเช่นเคยนะครับ แต่วันนี้กระผมนาย Tofu ไม่ได้มารีวิวโปรเจคเตอร์นะครับ โดยในครั้งนี้ผมได้มีโอกาสมารีวิวเจ้าเครื่องถ่ายทอดสัญญาณภาพ 3 มิติ (Visualizer) แบบพกพา ถึงที่ร้าน ProjectorPRO สาขาพันธ์ทิพย์ ประตูน้ำ กันครับ ซึ่งเจ้าตัวนี้เป็นไลน์อัพใหม่ของทาง GYGAR เค้าเลยครับ ซึ่งรุ่นที่ผมจะมานำเสนอในวันนี้เลยก็คือรุ่น GYGAR Portable GN 80 ครับ

โดยตัวเครื่องของ Gygar Poartable GN 80 จะมีรูปร่างหน้าตาการออกแบบคล้ายๆกับโคมไฟตั้งโต๊ะ มีขนาด (Dimention) อยู่ที่ 44×34×21 cm และมีน้ำหนักเพียงแค่ 2 กิโลกรัมเท่านั้น ขนาดเล็กกระทัดรัดเหมาะแก่การพกพาและยังมีความยืดหยุ่นในการติดตั้งค่อนข้างสูง ถ้าเทียบกับแบบธรรมดาที่เป็นแบบแท่นวางครับ

ส่วนต่างๆของตัวเครื่อง

ในส่วนหัวของตัวเครื่องนั้นเป็นลักษณะแบบ คอห่าน (Gooseneck) สามารถปรับองศาการก้มเงยได้ละเอียดมากๆครับ และมาพร้อมกับไฟ LED ส่องสว่าง ที่มีอายุหลอดการใช้นานถึง 30,000 ชั่วโมง

Specification

จำนวนจุดแสดงผล : 8 Megapixel 
อุปกรณ์สร้างสัญญาน : 1/2.7“ CMOS
อัตตราการ ซูม ขยายภาพ (Zoom) : 12x optical, 10x michanic, 12x digital 
มีพื้นที่จับภาพขนาด : A3 
การปรับความคมชัด Focus : Auto/manual 
ระบบสัญญาณ(Native) : 720P/1080P 
ความละเอียดของภาพ (horizontal) : ≥1000 TV lines 
ระบบเก็บภาพในเครื่อง : Yes(image memory: 1000 pictures) 
การบันทึกการวิดีโอ Video recording : กดเพียงปุ่มที่หน้าเมนู 
OSD : Yes 
ระบบการควบคุม (White balance) : Auto/manual 
ระบบการควบคุมภาพ : Mirror, Rotation, Split, Freeze, Black and White, Negative, PIP, Title, Highlight, Mask, Mosaic 
Anotation : On board anotation 
Internal memory : 4G 
External memory : USB disk, SD card(up to 32G) 
Plug&Play(USB/SD) : Word, PPT, EXCEL, JPG, MP3, MP4, AVI 
Wifi connection : Optional 
พอร์ทการเชื่อมต่อ : USB 2.0 Host×2, Slave×1 Inputs VGA×2 ,HDMI×1,AV×1 Audio×3 Outputs VGA×2 ,HDMI×1,VIDEO×1 Audio×1 
ขนาดหน้าจอทัชกรีน : 7” touch screen 
Kensington lock : Yes 
ขนาด : 44×34×21 
น้ำหนัก : 2KG 
Power supply : 12V DC power adapter

PORT

ในส่วนของพอร์ทการเชื่อมต่อทั้งหมดของ GYGAR GN 80 จะอยู่ที่ด้านหลังของตัวเครื่อง โดยมีพอร์ตการเชื่อมต่ออย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็น DC 12V ช่องเสียบไฟ, VGA Input, Audio Input, HDMI Input, HDMI Output, Audio Output, VGA Output, USB เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์, USB เชื่อมต่ออุปกรณ์อื่นๆ

การซูมเข้า/ซูมออกสามารถมาหมุน ZOOM KNOB, USB Type-A สามารถเปิดไฟล์งานได้ทันที, POWER ปุ่ม เปิด-ปิดเครื่อง, KENSINTON ช่องล็อคสายกันขโมย

ทางด้านของช่องใส่ SD CARD กับช่องสัญญาณ USB TYPE-A จะแยกออกมาอยู่ทางด้านซ้ายของเครื่องครับ

รีโมทคอนโทรลขนาดกระทัดรัด จับถนัดมือ มีปุ่มควบคุมที่ละเอียด สามารถใช้งานได้หลากหลายครอบคลุมทุกสถานการณ์
1) Camera ปุ่มเปลี่ยนเป็นภาพจากกล้อง 13) Record ปุ่มบันทึก/หยุด วีดีโอ 2) HDMI In ปุ่ม รับสัญญาณ HDMI 14) Save ปุ่มจัดเก็บภาพในตัวเครื่องหรือ Memory 3) VGA In ปุ่ม รับสัญ ญาณ VGA 15) Rotate ปุ่มหมุนภาพ 4) Arrow ปุ่มลูก ศรทิศทาง บน/ซ้าย/ขวา/ล่าง 16) Spit ปุ่มแยกภาพ 5) OK ปุ่มยืนยันการเลือก 17) Freeze ปุ่มหยุดภาพชั่วคราว 6) Delete ปุ่มลบรูป /วีดีโอ 18) Mirror ปุ่มกลับภาพ 7) Back ปุ่มย้อนกลับไปเมนูก่อนหน้านี้ 19) Title ปุ่มหยุดภาพหัวเรื่อง 8) Resolution ปุ่มปรับความละเอียด 20) PIP ปุ่มโหมดภาพ 9) Auto ปรับแสงและโฟกัสอัตโนมัติ 21) Mask ปุ่มโหมด Mask 10)Lamp ปุ่มเปิด/ปิดไฟ 22) Masaic ปุ่มโหมด Masaic 11)Zoom+/- ซูมเข้า/ซูมออก 23) Focus ปุ่มปรับโฟกัสด้วยตัวเอง 12)Recall ปุมเรียกคืนภาพ/แสดงภาพ 24) Brightness +/- ปรับความสว่างของภาพ และวิดีโอคลิปที่บันทึกไว้

มีพี่เจ้าหน้าที่จากทางร้านมาช่วยสาธิตให้ดูด้วยครับ ตัวเครื่อง ตัวเครื่อง GYGAR GN 80 สามารถต่อสัญญาณภาพขึ้นจอทีวี หรือ จอ interactive ได้เลย 

สามารถเลือกการฉายภาพได้ทั้งแนวตั้งและแนวนอน เพียงแค่หมุน IR receiver ที่หัวของตัวเครื่อง GYGAR GN 80 ครับ

หน้าจอทัชสกรีนของ Gygar GN 80 มากับขนาดจอทัชกรีน 7” ที่สามารถใช้นิ้วมือ วาดเขียน พร้อมทั้งยังแสดงไปยังหน้าจอรับภาพไปพร้อมกันๆอีกด้วยครับ

สามารถปรับแต่งฟังก์ชั่นการใช้งานต่างๆ ได้ที่หน้าจอทัชกรีนนี้เลยครับ ปรับโหมดการแสดงผลภาพได้สะดวกตามต้องการ ทั้งการซูมย่อ ขยายภาพ, ปรับแสงและโฟกัสอัตโนมัติ, ปุ่มบันทึก/หยุด วีดีโอ, Save ปุ่ม จัดเก็บ ภาพในตัวเครื่อง Memory หรือแม้งกระทั่งปรับแสงสว่างของหน้าจอ ก็ทำได้เพียงแค่ทัชลงไปที่หน้าจอ 

ด้วยความที่ตัว Gygar Gn 80 รุ่นนี้มีพอร์ทการเชื่อมต่อ HDMI จึงทำให้เราสามารถนำไปต่อพวงกับโปรเจคเตอร์ ได้เลย โดยไม่ต้องหาตัวแปลงอะไรทั้งนั้น

มีพื้นที่จับภาพใหญ่สุดถึงขนาดของกระดาษ A4 โดยจะมีระบบควบคุมการปรับความคมชัด (Focus) แบบอัตโนมัติให้ด้วย หรือจะปรับด้วยมือเองก็สามารถทำได้เช่นกัน 

สามารถซูมภาพได้ละเอียดถึง 12x (optical), 10x michanic และการซูมผ่านระบบของตัวซอฟแวร์(Digital) ได้อีก 12x มองเห็นแม้กระทั่ง USB 2.0 ขนาดเล็กมากๆ

สามารถเลือกการฉายภาพได้ทั้งแนวตั้งและแนวนอน อีกทั้งยังสามารถบันทึกภาพที่เราฉาย ลงในตัวเครื่องได้ถึง 1000 รูป หรือจะอัดวิดีโอขณะฉาย อยู่ก็สามารถทำได้สะดวก

การตอบสนองการเคลื่อนไหวของภาพฉายออกไปนั่นก็มีการตอบสนองที่ลื่นไหลในระดับที่ดีเยี่ยม ไม่มีตะกุกตะกักมาให้เห็น

สรุป

จากการทดลองเล่นตัวเครื่องถ่ายทอดสัญญาณภาพ 3 มิติ (Visualizer) Gygar GN 80 จึงได้ข้อสรุปดังนี้ครับผม
จุดเด่น
– มีขนาดเล็กกระทัดรัด พกพาสะดวก น้ำหนักเบา
– หน้าจอเป็นแบบทัชกรีน ทำให้ใช้งานได้สะดวกมากยิ่งขึ้น
– ระบบสัญาณ (NATIVE)ระดับสูงสุดระดับ 1080P 
– ส่วนหัวของตัวเครื่องเป็นแบบคอห่าน (Gooseneck) สามารถปรับองศาการก้มเงย ได้ง่ายและสะดวกต่อการใช้งาน
– มีพอร์ทการเชื่อมต่อที่หลากหลาย ครบครัน 
– มีพอร์การเชื่อมต่อ USB Type A มาให้ถึง 3 ช่องเสียบ
จุดสังเกตุ
– ไม่มีช่องสัญญาณวิดีโอเข้า/ออกระบบ RCA และระบบควบคุมผ่าน RJ45
– ไม่มีระบบปรับสีให้อัตโนมัติ
ฟังก์ชั่นเยอะขนาดนี้ ด้วยราคาสุดคุ้มเพียง 39,900 บาทเท่านั้น ห้ามพลาด สามารถสั่งซื้อได้แล้วที่ร้าน PROJECTORPRO ทุกสาขา

สนใจสั่งซื้อ Gygar Visualizer ได้ที่ https://projectorpro.in.th/visualizer/gygar.html